4 สูตรการล้างพิษตับ

loading...
การล้างพิษตับ หมายถึง การนำพิษออกจากร่างกายโดยกระตุ้นให้ตับและถุงน้ำดีขับพิษออกนอกร่างกาย ด้วยวิธีกินอาหารพลังงานต่ำ หรืออดอาหาร (ดื่มน้ำสมุนไพรแทน) และใช้ยาสมุนไพร ซึ่งสามารถนำพิษออกได้มากกว่าวิธีอื่นๆ เหมาะสำหรับคนที่มีพิษสะสมในร่างกาย ปริมาณมาก เช่น เป็นนิ่วในถุงน้ำดี หรือผู้เจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ


หลักการของการล้างพิษตับทำอย่างไร ?


ขั้นตอนที่ 1 เตรียมตัวก่อน เพื่อความพร้อมทั้งกายและใจ ผู้ที่ควรล้างพิษตับคือผู้ที่มีอาการดังนี้

1.1 ทำได้ในผู้ที่มีอาการพิษสะสม เช่น
  • อาการปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิดประจำ
  • ปวดเมื่อยหลัง ไหล่ คอ
  • เบื่ออาหาร ท้องอืดบ่อย
  • หน้าตาหมองคล้ำ ไม่ขาวสดใส ผิวพรรณหยาบกร้าน
  • มีแผลร้อนในในปากเป็นประจำ
  • ดูดซึมสารอาหารจำพวกแป้งมากไปทำให้ร่างกายอ้วน
  • ขับถ่าย และละลายสารพิษไม่ออก จะเกิดสิวเสี้ยนบนใบหน้า และฝ้าดำบนใบหน้า
  • อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม
  • โรคท้องผูกและ ริดสีดวงทวาร
  • สตรีมีรอบเดือนมาไม่ปรกติ
  • ประสาทตึงเครียด และร่างกายไม่แข็งแรง สมรรถภาพทางเพศเสื่อม
  • ผิวหนังเป็นผื่นคัน ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น ผายลมบ่อย
  • โรคเรื้อรัง เช่น โรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบตัน
  • ภูมิแพ้ การต้านทานการติดเชื้อโรคของเด็ก และผู้สูงอายุ
  • ไตทำงานหนัก (ขับพิษยาตกค้างแทน)

1.2 เจ็บป่วยด้วยโรคหรือมีอาการต่างๆ ดังนี้
  • สิว
  • ไขมันในเลือดสูง
  • โรคผิวหนัง ผื่นคันต่างๆ
  • หอบ หืด
  • ภูมิแพ้
  • นิ่วตับและนิ่วถุงน้ำดี ปวดท้องจากนิ่วถุงน้ำดี ซึ่งนิ่วจะเป็นตัวขัดขวางการทำงานของตับทำให้เกิดโรคต่างๆได้ เช่นไขมันพอกตับ ตับแข็ง มะเร็งตับ ตับวาย
  • โภชนาการพร่อง
  • ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดแขน
  • ปวดท้อง ปวดตับ
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจ เจ็บหน้าอก
  • โรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้แปรปรวน ท้องผูก
  • มะเร็ง
  • เอดส์
  • พาร์กินสัน
  • อัลไซเมอร์
  • ลมชัก
  • โรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับระบบเลือดลม
1.3. มีความเข้าใจในการล้างพิษตับ มีความอดทน
1.4. มีเวลาให้กับการล้างพิษตับ เวลาที่เหมาะสมกับการล้างพิษตับควรเป็นดังนี้
  • เวลาที่สะดวก ไม่เร่งรีบ
  • เป็นวันหยุด พักผ่อน ไม่มีเรื่องกดดันรอบข้าง

1.5 ข้อระมัดระวัง
  • สำหรับผู้ที่ร่างกายเพลียมากๆ เจ็บป่วยด้วยโรคเฉียบพลัน เช่น ไข้ ไข้หวัด โรคหัวใจบางชนิด เด็กในวัยเจริญเติบโต (เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีที่ร่างกายปรกติ) หญิงตั้งครรภ์ควรงดหรือเว้น

ขั้นตอนที่ 2 ล้างลำไส้ก่อนล้างตับ

มีหลายวิธี เช่น ให้งดอาหารเนื้อ นม ไข่ น้ำมัน อาหารผัด ทอด หรืออดอาหารทุก อย่างโดยดื่มน้ำสมุนไพร แทนร่วมกับกินยาสมุนไพรล้างลำไส้หรือร่วมกับวิธีสวนล้างลำไส้ใหญ่ ดังต่อไปนี้
  • เครื่องดื่มที่ดื่มได้ตามสูตร เช่น น้ำชาข้าวกล้อง น้ำด่าง น้ำมะขามผสมน้ำผึ้ง โดยน้ำชาข้าวกล้อง ดื่มตอนเช้าประมาณ 5 แก้ว น้ำด่างหรือน้ำอัลคาไลด์ ดื่มตลอดวัน น้ำมะขามผสมน้ำผึ้ง ดื่มเมื่อรู้สึกเพลีย
  • กินสมุนไพร สำหรับล้างพิษ ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำมะขามดื่ม 1/2 แก้ว 3 เวลา ก่อนอาหาร (สมุนไพรนี้จะช่วยทำความสะอาดลำไส้มีฤทธิ์ร้อนไปเซาะตะกรันในลำไส้ ไปฟูในท้องทำให้รู้สึกอิ่ม)
  • ให้สวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) ด้วยน้ำ เช่น น้ำต้มสะเดา น้ำด่าง กาแฟ หรือสมุนไพร ที่ถูกกับตัวเอง โดยทำ เช้า-เย็น หรือมากกว่า เพื่อทำความสะอาดลำไส้ก่อนที่จะนำพิษออกจาก ตับและถุงน้ำดี

ขั้นตอนที่ 3 การล้างพิษตับ

หลังจากล้างลำไส้แล้วก็จะล้างพิษจากตับ โดยวันที่ล้างพิษตับควรจะงดกินอาหารทุกชนิด ดื่มน้ำเปล่า หรือน้ำชาต่างๆ แทน แต่ถ้างดอาหารทางปากได้ยิ่งดี เพื่อให้อวัยวะภายในไม่เสียพลังงานไปกับการย่อยอาหาร จะได้มีพลังในการขับพิษได้เต็มที่

ขั้นตอนที่ 4 ล้างลำไส้หลังล้างตับ

หลังจากล้างพิษจากตับและถุงน้ำดีแล้ว การขับพิษต้องใช้เวลาในการเคลื่อนพิษออกจากร่างกาย จึงต้องกินอาหารอ่อนๆประมาณ 3 วัน กินยาหรืออาหารบำรุงตับอย่างน้อย 7 วัน และควรสวนล้างลำไส้ใหญ่ (ดีท็อกซ์) อย่างน้อย 7 วัน เพื่อขับพิษออกจากร่างกาย ให้ประคบบริเวณหน้าท้องด้วยความร้อนโดยใช้ผ้าฝ้ายขนาดผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำมันมะกอกคลุมลงไปบริเวณหน้าท้อง แล้วใช้กระเป๋าน้ำร้อนวางทาบลงไป ใช้ผ้าห่อหน้าท้องไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงจะช่วยให้การขับนิ่ว ของเสียออกได้ดี (ถ้าไม่พร้อมไม่ต้องทำก็ได้) ในช่วงเวลานี้อาจพบก้อนนิ่ว ไขมัน ของเสียต่างๆหลุดออกมาพิษที่ออกจากตับ ตับอ่อน และถุงน้ำดี

พิษที่ออกมาจากตับ ถุงน้ำดี มีลักษณะดังนี้ คือ
  1. ลอยอยู่ข้างบน คือ ไขมันจากตับ และนิ่วจากถุงน้ำดี ไขมันจากตับจะมีสีเหลือง สีเขียว สีดำ ก้อนขรุขระ หรือ เป็นน้ำสีดำ สีเหลือง สีเทา มันติดมือล้างไม่ออก ต้องใช้น้ำยาล้างจาน หรือสบู่ล้างหลายๆ ครั้ง
  2. ลอยอยู่ตรงกลาง จะเป็นเซลล์มะเร็ง มีลักษณะเหมือนเห็ดหูหนูขาว
  3. อยู่ล่างสุด คือเม็ดเลือดแดง ที่หมดอายุ
  4. ลักษณะนิ่วจากถุงน้ำดี จะมีสีเขียว เหลือง ดำ ก้อนค่อนข้างกลม

อาการหลังล้างพิษ
จะรู้สึกอ่อนเพลีย อย่าตกใจ เป็นอาการปกติ ให้พักผ่อน เอาพิษออกด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ตากแดด แช่มือ-แช่เท้า ให้กินอาหารอ่อนๆ อย่างน้อย 2-3 วัน ค่อยกินอาหารตามปกติ กินยาหรืออาหารบำรุงตับ และทำดีท็อกซ์ เช้า – เย็น 7 วัน

ขั้นตอนที่ 5 ฟื้นฟูตับ

หลังจากที่ตับขับพิษออกแล้ว ตับอาจจะมีร่องรอยของแผลที่เกิดจากการหลุดลอกออกของนิ่ว ไขมัน หรือของเสียอื่นๆ (หมายถึงภายในตับ คล้ายผ่านการผ่าตัดมาแต่ไม่มีแผลผ่าตัด) อาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย การฟื้นฟูตับจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติคือ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • บำรุงตับ ดื่มและกินอาหารบำรุงตับ เช่น น้ำผักผลไม้ปั่น ข้าวต้มเพื่อสุขภาพ โดยกินอย่างน้อย 3 วัน หลังจากนั้นก็ปฏิบัติดูแลสุขภาพตนเองแบบพอเพียง ด้วยหลักปฏิบัติ 5 อ. (เอาพิษออก อาหารและน้ำปรับสมดุลร่างกาย อากาศ ออกกำลังกาย อารมณ์และจิตใจ) และหมั่นเอาพิษออกจากร่างกายเท่าที่รู้สึกสบาย
ผู้ป่วยหรือผู้มีอาการต่างๆ เมื่อผ่านการล้างพิษตับและถุงน้ำดี อาการต่างๆ จะหายได้อย่างชัดเจน ตามประสบการณ์มักพบว่าทำมากกว่า 5 ครั้งจะเห็นผลชัดเจน แต่บางราย 1 ครั้งก็เห็นผลได้ การล้างพิษตับและถุงน้ำดีควรทำห่างกัน 3 – 4 สัปดาห์ สามารถทำได้ทุกเดือน หรืออย่างน้อยปีละ 2-4 ครั้ง

สิ่งที่ต้องเตรียม
  • เตรียมตัว – เตรียมใจ ใจต้องพร้อม อดทน เข้าใจวิธีและผลการล้างพิษ
  • เตรียมร่างกาย ล้างพิษตับได้ทุกคน ทุกโรค ยกเว้น เด็กในวัยเจริญเติบโต คนที่ป่วยด้วยโรคเฉียบพลัน เช่นตับอักเสบเฉียบพลัน ไข้ ไข้หวัดเฉียบพลัน เพลียมากๆ อดอาหารพวก เนื้อ นม ไข่ น้ำมัน ของทอด ไม่ได้ ควรฝึกกินอาหารสุขภาพมาก่อน หรือเคยอดอาหารมาจะดีมาก
  • เตรียมเวลา เวลาที่พร้อม ว่าง วันหยุด ไม่เร่งรีบ ไม่มีสิ่งกดดันรอบข้าง
  • เตรียมสถานที่ มีห้องน้ำพร้อม สะดวก บรรยากาศโปร่ง โล่ง สบาย
  • เตรียมวัสดุอุปกรณ์ อาทิ ผงสมุนไพรล้างลำไส้ น้ำแอปเปิล 100% หรือ น้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิล (แอปเปิลไซเดอร์) น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์สกัดเย็น น้ำมะนาวคั้น น้ำส้มคั้น ดีเกลือ 4 ช้อนชา เครื่องดื่มบำรุงตับ น้ำผึ้ง น้ำด่าง อุปกรณ์เอาพิษออก เช่น ขวดดีทอกซ์ กัวซา ฯลฯ
  • ควรเริ่มล้างพิษตับในวันที่ไม่ได้ทำงาน และไม่มีความกดดันจากสิ่งแวดล้อม มีเวลาพักผ่อนเพียงพอ

สิ่งที่ควรทำก่อนล้างพิษตับ
  1. ควรดื่มน้ำแอปเปิล ก่อนไปล้างพิษตับ วันละ 1 ลิตร ได้หลายๆ วันยิ่งดี
  2. ชนิดของน้ำแอปเปิ้ล คือ น้ำแอปเปิลคั้นสดแยกกาก น้ำแอปเปิลกล่องที่ทำจากน้ำแอปเปิลเข้มข้น (Concentrate) น้ำแอปเปิลปลอดสารพิษ คือแอปเปิลกล่องที่ทำจากผลไม้
เพราะเหตุใดจึงต้องดื่มน้ำแอปเปิล
กรดเมลิคเอซิคในน้ำแอปเปิล จะไปทำให้นิ่วอ่อนตัวจะทำให้น้ำดีที่ข้นเหนียวที่ขังอยู่ในถุงน้ำดีละลาย จะทำให้ท่อน้ำดีขยายตัว

หมายเหตุุ
ห้ามดื่มน้ำแอปเปิลพร้อมอาหาร ให้ดื่มก่อนอาหาร 30 นาที หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง วันละ 3 – 4 ครั้ง ห้ามดื่มหลังตะวันตกดิน สำหรับผู้ที่กินอาหารมื้อเดียวให้ดื่มหลังเที่ยงไปแล้วให้ค่อยๆจิบช้าๆ ดื่มให้หมดก่อนตะวันตกดิน

ข้อควรระวัง
น้ำแอปเปิล เป็นของต้องห้ามสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน มะเร็ง แผลใน กระเพาะอาหาร ผู้ที่น้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemic)

ทางเลือกของคนที่ต้องห้ามดื่มน้ำแอปเปิล ให้ดื่มน้ำส้มสายชูที่ทำจากแอปเปิล (แอปเปิลไซเดอร์) ครั้งละ 1 – 2 ช้อนชากับน้ำอุ่นครึ่งแก้ว วันละ 4 ครั้ง

เพราะเหตุใดจึงควรล้างพิษตับเว้นระยะ 3 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน
เพราะหลังจากล้างพิษตับไปแล้วต้องใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ นิ่วที่อยู่ด้านหน้าท่อไหลออกถูกขับออกแล้ว นิ่วที่อยู่ด้านในจะไหลออกมาแทนที่ที่ปากท่อ (2 Hepatic ducts) หากเร่งเวลาทำเร็วไปจะมีีนิ่วออกน้อย เพราะนิ่วข้างในยังไม่ออกมา

เรื่องที่ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ
สูตรการล้างพิษตับนี้ เป็นวิธีการที่ประมาณค่ามิได้และเห็นผลประจักษ์จริง ๆ สำหรับการฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์และไม่เป็นภัยอันตรายใดๆ ถ้าทำตามคำแนะนำโดยละเอียดถี่ถ้วน ตับที่มีนิ่วหรือคอเลสเตอรอลมากเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ให้เกิดโรคร่างกาย เพราะตับเสียหน้าที่การทำงาน ปกติตับทำหน้าที่คล่องแคล่วว่องไว มีประโยชน์มากทำหน้าที่ต่างๆในร่างกายมากกว่า 250 หน้าที่ มีผลถึงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย นิ่วเป็นอุปสรรคกีดขวางให้เสียการทำงานของตับ เมื่อเรากำจัดสิ่งกีดขวางการทำงานของตับออกแล้ว ทำให้ตับทำงานถูกต้อง มีความสมดุลอย่างชันเจน ทำให้ร่างกายกลับสู่สภาพสมดุล กระปรี้กระเปร่า

หลังจากล้างตับไปแล้ว 1 ครั้ง ตับจะทำงานได้ผลดีกว่าเดิม ผู้ที่เจ็บป่วยจะสังเกตได้ทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง ความปวดน้อยลง กำลังเพิ่มขึ้นจิตใจปลอดโปร่งแจ่มใสกว่าเดิม อย่างไรก็ตามในไม่กี่วัน นิ่วที่ล้างออกแล้วที่อยู่ในตับจะไหลออกมาแทนที่เราล้างออกไปและอาการไม่สบาย อาจจะกลับคืนมา บางอาการหรือทั้งหมด อาจรู้สึกเสียใจเพราะว่าหายจากโรคชั่วคราว เพราะความไม่สบายที่กลับคืนมาอีก
นั่นบ่งบอกว่าถึงเวลาที่ต้องล้างตับอีกแล้ว แต่กระนั้น ระบบรักษาตัวเองของตับและสัญญาณการกำจัดพิษดีขึ้นกว่าเดิม ทำให้อวัยวะภายในที่สำคัญนี้ ทำงานได้ผลดีมากขึ้น

สิ่งที่สำคัญมากที่เราต้องจำไว้
เมื่อไรที่เราล้างตับแล้ว เราต้องล้างต่อเนื่องกันจนถึง 2 ครั้ง หรือติดต่อกัน จนกว่าไม่มีนิ่วออกมาเลย ถ้าไม่ทำอย่างนี้ ปล่อยให้นิ่วที่ล้างไม่หมดอยู่ในตับมากกว่า 3 เดือน ผู้ที่ป่วยจะมีความเจ็บป่วยที่อาจจะรุนแรงกว่าที่เราไม่เคยทำการล้างตับมาก่อนเลย ให้ล้างพิษตับไปจนเห็นว่าตับเราไม่มีนิ่วแล้ว ควรทำการล้าง 6 – 8 เดือนต่อครั้ง ทุกครั้งที่ล้างตับจะส่งเสริมการทำงานของตับ และจัดการล้างพิษหรือนิ่วที่สร้างขึ้นมาใหม่ที่สะสมในตับ จะทำให้ตับสมบูรณ์เต็มที่อยู่เสมอ

อาการที่เกิดขึ้นในช่วงล้างพิษตับหรือหลังล้างพิษตับ (ซ่านพิษ, พิษซ่าน, ลมตีขึ้น)
– อาการคลื่นเหียนอาเจียน ตอนล้างตับ เหตุเกิดจากนิ่วและพิษที่อยู่ในตับและถุงน้ำดี โดนบีบออกมาอย่างรุนแรงฉับพลันทันที และไปดันน้ำมันที่เราดื่มลงไปและน้ำดีในลำไส้ลอยขึ้นไปที่กระเพาะ
– แม้จะอาเจียนน้ำมันออกมา การล้างตับก็ยังประสบผลสำเร็จอยู่ เพราะว่าน้ำมันไปทำหน้าที่ไปล่อให้นิ่วออกมาสำเร็จแล้ว
– วันรุ่งขึ้นหลังจากการล้างตับ ถ้ามีอาการวิงเวียน มึนศีรษะหรือคลื่นไส้ เหตุเกิดจากนิ่วไหล ออกจากตับเรื่อยๆ และนิ่วที่ตกค้างอยู่ในกระแสเลือด

วิธีการบรรเทาอาการ
* ดื่มน้ำแอปเปิ้ล ครึ่งแก้ว 30 นาที ก่อนอาหารเช้าทุกเช้า จนกว่าจะหมดอาการ
* ล้างลำไส้ซ้ำอีก (กินยาถ่าย เช่น ดีเกลือ) เพื่อไล่นิ่วที่ออกมาที่หลัง
* ดื่มน้ำขิงสดหั่นเป็นแว่น แช่ในน้ำร้อน ดื่มแทนน้ำ
* ดื่ม chamomile (เก็กฮวยฝรั่ง) วันละ 2 – 3 แก้ว จะช่วยทำให้ระบบย่อยและระบบเส้นประสาทผ่อนคลาย

ข้อสังเกตในการล้างพิษตับ
  • ความระบมเกิดที่ทวารหนัก เป็นจากพิษที่รุนแรงปล่อยออกมาตอนล้างตับ (ไม่เกี่ยวกับดีเกลือ)
  • ถ้าทำการล้างพิษตับก่อนหรือหลังมีประจำเดือนจะสะดวกและสบายกว่า แต่ไม่มีผลเสีย (เนื่องจากประจำเดือนเป็นการล้างพิษตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง ไม่สมควรทำพร้อมกันกับวิธีล้างพิษตับ)
  • หลังจากการล้างพิษตับแล้ว ไม่จำเป็นต้องดื่มยาหรือเครื่องดื่มที่เสริมสร้างจุลินทรีในร่างกาย เช่น นมเปรี้ยว ต่างๆ เพราะร่างกายจะปรับเสริมตัวเองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอกมาช่วย หลังจากล้างพิษออกหมดแล้ว ลำไส้จะสะอาดขึ้น สามารถดูดซึมแร่ธาตุต่าง ๆ มาเสริมสร้างร่างกาย และ ผลิตจุลินทรีที่เป็นประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น
  • ยาระบายชนิดอื่น ๆ มีคุณสมบัติน้อยกว่าดีเกลือ เช่น น้ำมันละหุ่ง หรือแมกนีเซียมออกไซค์ต่าง เพราะดีเกลือจะทำให้ท่อน้ำดีขยายตัวดีกว่าอย่างอื่น การที่ท่อน้ำดีขยายตัวเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการล้างพิษตับ
  • น้ำมันอย่างอื่นไม่ได้ผลดีกว่าน้ำมันมะกอกชนิด Extra virgin (Cold pressed- หีบเย็น 100 %)

การล้างลำไส้ (ดีท็อกซ์) มีผลข้างเคียงหรือไม่
เท่าที่ได้ศึกษามาการล้างลำไส้ ไม่มีผลข้างเคียง แต่อย่างไรก็ตามอาจจะเป็นไปได้ที่บางคนมีอาการจะเป็นหวัดหรือปวดหัว หลังจากล้างลำไส้ สารพิษที่เกาะอยู่ตามผนังลำไส้ใหญ่ยังไม่หมด และพิษส่วนน้อยถูกดูดซึมกลับเข้าไปในร่างกาย แต่จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่คนที่เป็นอย่างนี้ จะมีสุขภาพดีขึ้นมากถ้าทำต่อไป

ข้อควรระวังในการเลือกใช้ดีเกลือสำหรับล้างพิษ

  1. ผู้เป็นโรคไตวาย – บวม – มะเร็งตับระยะสุดท้าย – ความดันโลหิตสูง ให้ใช้ ดีเกลือฝรั่ง ห้ามใช้ ดีเกลือไทย
  2. ผู้เป็นโรคหัวใจ ใช้ดีเกลือไทย
  3. ผู้เป็นโรคอื่นๆ หรือไม่เป็นโรคอะไรเลย กินได้ทั้งดีเกลือไทยและดีเกลือฝรั่ง

ดีเกลือ ควรจะกินครั้งละ ½ – 2 ช้อนชา ให้ดูธาตุตัวเองเป็นหลัก หรือเท่าที่รู้สึกสบาย

  • ถ้าขับถ่ายอุจจาระง่ายควรกินครั้งละครึ่งช้อนชา
  • ถ้าขับถ่ายอุจจาระยาก ควรกินครั้งละ 1 – 2 ช้อนชา


ข้อควรระวัง

  1. ผู้ป่วยที่ไม่ควรล้างพิษตับ (ไม่ควรดื่มน้ำมันมะกอก+น้ำผลไม้ตระกูลส้ม) คือผู้ป่วยที่ไม่มีพลังชีวิต ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องบวมโต เพลียมาก ควรงดและให้ล้างเฉพาะลำไส้ จนกว่าจะมีพลังชีวิตเพียงพอ เพราะตับและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายจะไม่มีพลังเพียงพอในการขับพิษ อาจทำให้ช็อคได้
  2. ผู้ที่ไม่เคยล้างพิษตับมาก่อนเลย ไม่ควรทำด้วยตนเอง เนื่องจากอาจมีอาการพิษซ่าน หรือ ซ่านพิษ ลมตีขึ้น ควรล้างพิษตับภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญก่อน เมื่อมีประสบการณ์แล้ว จึงสามารถนำไปทำเองที่บ้านได้ ระยะเวลาห่างครั้งละประมาณ 1 เดือนจากครั้งแรก โดยใช้หลักการ และสูตรเดียวกันกับครั้งแรก แต่อาจใช้ระยะเวลาสั้นลงเป็น 1 ½ วัน ก็ดื่มน้ำมันมะกอก+น้ำผลไม้ตระกูลส้ม ได้เลย ควรล้างพิษตับอย่างน้อย 7 ครั้ง และที่ดีที่สุดคือ คนเราควรล้างพิษตับประมาณ 15 ครั้งในหนึ่งชีวิต ร่างกายจะมีสุขภาพสมบูรณ์เหมือนกลับไปเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง

หลังการล้างพิษตับ และปฏิบัติตนช่วงหลังล้างพิษตับครบแล้ว ควรฟื้นฟูสภาพและบำรุงตับด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่บำรุงตับ อาทิ ขมิ้นชัน ขิง (น้ำขิง) เก๋ากี้ กะหล่ำปลี สาหร่ายสไปรูลิน่า หลีกเลี่ยงพฤติกรรมการกินดื่มที่ทำอันตรายต่อตับ


ขอบคุณข้อมูลจาก: ชีวอโรคยา

คุณอาจจะสนใจ

loading...

0 Response to "4 สูตรการล้างพิษตับ"

แสดงความคิดเห็น