อันตราย!! ถ้ามีอาการปวดหรือชาที่ปลายนิ้ว 3 นิ้วนี้บ่อยๆ อย่าปล่อยไว้นาน อาจพิการได้!!!

loading...
ถ้าอยู่ๆ รู้สึกมีอาการปวดหรือชาปลายมือ แล้วสังเกตได้ชัดเจนว่า เป็นเฉพาะที่ นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางซีกที่อยู่ติดกับนิ้วกลาง ส่วนนิ้วก้อยและนิ้วนางซีกที่อยู่ติดกับนิ้วก้อยไม่มีอาการผิดปกติ ก็ให้นึกถึงอาการโรค "เส้นประสาทมือถูกบีบรัด" หรือ Carpal Tunnel Syndrome (CTS) โรคนี้เกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยา และถ้าเป็นรุนแรงก็จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ก็จะช่วยให้หายได้


สาเหตุสำคัญของโรคเส้นประสาทมือถูกบีบรัด เกิดจากการที่เส้นประสาทมือที่อยู่บริเวณ นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางซีกที่ติดกับนิ้วกลางถูกบีบรัด ในบางราย เส้นประสาทมือในบริเวณช่องใต้กระดูกข้อมืออาจถูกบีบรัด เนื่องจากเยื่อหุ้มเอ็นที่อยู่ในช่องใต้กระดูกข้อมือบวม หรือกระดูกข้อมือโตทำให้ช่องใต้กระดูกข้อมือแคบ หรือแผ่นพังผืดเสื่อมและหนาตัวขึ้น

ทั้งนี้อาจเกิดจากการบาดเจ็บที่ข้อมือ หรือการใช้ข้อมืออย่างผิดๆ ซ้ำซาก หรืออาจพบร่วมกับภาวะอื่น ๆ เช่น การตั้งครรภ์ ระยะก่อนมีประจำเดือน เบาหวาน ภาวะขาดไทรอยด์ โรคปวดข้อรูมาตอยด์ ภาวะอ้วน เป็นต้น บางรายอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน เช่นเดียวกับในบางรายอาจพบว่ามีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย

ลักษณะอาการ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบปวดร้อนหรือรู้สึกชาเป็นพักๆ ที่มือ (โดยเฉพาะที่นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และซีกหนึ่งของนิ้วนางด้านที่ติดกับนิ้วกลาง) บางครั้งอาจปวดร้าวขึ้นไปที่แขนหรือหัวไหล่ อาการปวดมักจะเป็นมากตอนกลางคืนหรือตอนเช้ามืด จนบางครั้งอาจทำให้ผู้ป่วยสะดุ้งตื่น บางรายเมื่อได้ห้อยข้อมือตรงขอบเตียงหรือสะบัดมือจะรู้สึกทุเลาลงได้

ถ้าพบว่ามีอาการปวดหรือชาบริเวณ 3 นิ้วครึ่ง (นับจากหัวแม่โป้ง) กินวิตามิน B รวมหรือ B1 ประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้วไม่ทุเลา หรือเป็นโรคเบาหวาน และมีอาการชาเฉพาะ 3 นิ้วครึ่งดังกล่าว ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ หากปล่อยให้เส้นประสาทมือถูกบีบรัดนานๆ อาจทำให้กล้ามเนื้อมือฝ่อและพิการได้

ขอบคุณข้อมูลจาก: สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

คุณอาจจะสนใจ

loading...

0 Response to "อันตราย!! ถ้ามีอาการปวดหรือชาที่ปลายนิ้ว 3 นิ้วนี้บ่อยๆ อย่าปล่อยไว้นาน อาจพิการได้!!!"

แสดงความคิดเห็น